จดหมายจากผู้มีประสบการณ์ในการใช้ยาสมุนไพร 1

 

ประมาณเดือนเศษ หลังจากทราบว่าติดเชื้อ เพราะคนทำประกันหาไปตรวจเลือด สับสนมาก ร้องไห้กับภรรยาทุกคืน ร้องจนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด สงสารลูกที่ยังเล็ก ไม่รู้ประสา แต่ต้องมารับกรรมจากเรา ( ไม่ใช่
รับกรรมเพราะเรา เพราะผมมั่นใจว่า ไม่ได้แส่ไปหาเชื้อ แต่ลูกรับกรรมจากเรา )
อ่านพบในเหนือฟ้าใต้บาดาล เรื่องวัดดอยเกิ้ง
ไปทันที ไปเดือนสิงหา 40 และธันวา 40 7 วัน ที่อยู่ที่วัดครั้งแรก บอกตรง ๆ ว่า ไม่รู้เรื่องสักอย่าง แต่ตั้งใจมาหาที่ตาย เมื่อใกล้ตาย แต่เมื่อมา เข้าใจชีวิตมากขึ้น รู้จักพระอาจารย์รัตน์ หลวงพ่ออารีย์ พระหลายรูปที่วัดนี้ รวมทั้งแม่ครัว เป็นผู้ติดเชื้อ แต่มีสุขภาพดี แต่ละคนมีอายุยืนนานหลายปี หลังจากติดเชื้อ มีชาวเขาคนหนึ่ง ชื่อคุณพรพิศ ( นามสมมุติ ) ติดเชื้อจากสามี ตอนแรกน้ำหนักน้อยมาก ตอนที่รู้จักกันน้ำหนัก 80-90 กก . ทำให้มีความหวัง ตั้งใจปฏิบัติธรรมมาก จนพระอาจารย์บอกว่า จิตหลุดพ้น ( ผมทำสมาธิหมุนได้ ในวันที่สอง ) กลับมาก็ไปหาหมอ ตอนนั้นไม่รู้จัก CD4 CD8 ว่าคืออะไร แต่จำได้ว่าก่อนไป หมอบอกว่าCD4 มันปริ่ม ๆ คือ 400กว่า ไม่ถึง 500 หมออยากได้ที่ 500 หลังจากกลับจากที่วัด น้ำหนักเพิ่ม 10 กก. ( ภายใน 7 วัน)
หลังจากกลับจากวัด ครบกำหนดไปหาหมอ วัด CD4 ได้ 500 กว่า ธันวา40 ไปวัด เมื่อกลับมา และถึงกำหนดไปเช็ค CD4 ขึ้นถึง 800 กว่า ดีใจมาก

     แต่คนเราแปลก พอดี ก็เริ่มประมาท ไม่ค่อยกระตุ้นกาย กระตุ้นใจ( เป็นวิธีทำสมาธิแบบที่วัดดอยเกิ้งสอน เป็น 2 วิธี จากร่วม 20 วิธี หนึ่งในนั้น คือ สมาธิหมุน ที่มีคนรู้จกมาก ) ) ผ่านไปปีกว่า CD4 ลดเหลือ 200 กว่า
ในระหว่างที่ผ่านมาที่พบหมอ หมอให้ DDI และ AZT แต่ผมไม่ทานยา เพราะ หมอที่ช่วยที่วัด บอกว่าคนที่กิน AZT ส่วนใหญ่ ตายภายใน 3 -5 ปี จึงส่งยาคืนทางปณ. แปลว่าไม่เคยทานยาเลย ปฏิบัติธรรมอย่างเดียว
ไม่มีอาการตลอดมา จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว กินยาหมอสมุนไพร ปรากฎว่าแพ้ยา เกิดอาการเป็นตุ่ม
ตามตัวมากมาย เมื่อหยุดยาก็หาย ไปกินยาสมุนไพรเจ้าใหม่ แพ้ยาอีก กินกระเทียมแคปซูล ก็แพ้อีก
กิน BACTIM ยาฆ่าแบคทีเรีย ก็แพ้ กินยา สตญ.ก็แพ้ เลยเลิกกินทุกอย่าง ปรากฎว่าอาหารที่เป็นตุ่มหายไปเป็นปลิดทิ้ง รอยแผลเป็นก็ดีขึ้น จนเกือบ 100 %
ในระหว่างที่แพ้ เช็ค CD4 เหลือ 82 เพราะเหตุนี้กระมัง จึงแพ้ยาง่าย ผมเลยเลิกกิน แต่หันมาทุ่มเทออกกำลังกาย วันแรก ๆ 5 นาที ต่อ ๆ มา เพิ่มเป็น 10 นาที เป็น 15 นาที ปัจจุบันประมาณ 30 นาที ระยะทางประมาณ 3 - 5 กม. ทุกวัน ก่อนออกกำลังกาย กินน้ำเยอะ ๆ แล้วจึงออกกำลังกาย เหงื่อออกมาก ใจเต้นเกิน 120ครั้ง/นาที
ออกกำลังกายมาได้เดือนเศษ รู้สึกดีมาก ร่างกายสดชื่น มีกำลังกายดี กำลังใจดีมาก พร้อมกันนั้น ได้กินวิตามินซี ที่เรียกว่า กรด แอคคอบิค วันละประมาณ 6-10กรัม ดร.พอลลิ่ง ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ยกย่องวิตามินซีมาก ผลเสียมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลดี ผลดี ทำให้เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อถูกทำลายเร็วขึ้น ส่วนเม็ดเลือดขาวที่ไม่ติดเชื้อ จะแข็งแรงและกระปี้กระเปร่ามากขึ้น
CD4 จะเพิ่มเพราะเหตุนี้

    
แต่มีข้อแม้ ต้องไม่รับเชื้อเพิ่ม ต้องไม่ไปแพร่เชื้อ เชื้อที่เข้ามาในร่างกายของเรา จะทำให้เชื้อในกายเรา
กลายพันธ์ เป็นพันธ์อมตะ ฆ่าไม่ตาย
สังเกตุ คนที่รับเชื้อและแพร่เชื้อเพิ่ม ตายเร็ว คนที่ติดเชื้อแล้วงดเว้นเรื่องเพศได้ มีชีวิตมานานกว่า 10 ปี เช่น คุณหนึ่ง 13 ปี คุณสำราญ 15 ปี ( ตอนท้ายจะให้เบอร์ท่านเหล่านี้ คุณจะได้โทรไปคุย )

    ถามเรื่องเพศ ถ้าคุณมีความต้องการ อย่าพยายามไปร่วมเพศ ถึงเขาบอกว่าใส่ถุงป้องกันได้ แต่ป้องกันกำลังที่เสียไปไม่ได้ คุณสามารถข่มใจ พอนาน ๆ ไป คุณก็ชิน แต่ถ้าอดไม่ได้ ช่วยตัวเอง ระมัดระวังเรื่องน้ำเชื้อ อย่าให้เรี่ยราด ใส่ถุงยางอนามัย เสร็จแล้วเทน้ำยาล้างห้องน้ำลงถุงอนามัยฆ่าเชื้อ แล้วทิ้งลงโถส้วม ล้างห้องน้ำ ( ที่บ้าน) ให้สะอาด ( อย่าเชื่อว่าเชื้ออยุ๋ในอากาศตายภายใน 5 นาที อย่าเชื่อ )
นอกจากการออกกำลังกาย ต้องปฏิบัติธรรม ใช้วิธีกระตุ้นกายและใจ วันละ 500 ครั้ง เช้า 500
ก่อนนอน 500 อาหารต้องสกรีนอาหาร ผมทานอาหารแนวชีวจิต และเลิกสูบบุหรี่ ( สามปีแล้ว ) เลิกกินน้ำอัดลม เลิกกินยาชูกำลัง กินน้ำอุ่น และน้ำผลไม้ ที่ได้จากธรรมชาติ ผมกินน้ำมะนาววันละ
เป็นสิบลูก เพราะต้องการวิตามินซี.
นอนให้หลับ พักผ่อนให้เต็มที่ ผมนอนวันละ 12 ชั่วโมง ตื่นขึ้นมาสดชื่นมาก
อย่าไปกลัว ไม่ต้องคิด ไม่ถึงเวลาตาย ไม่ถึงที่ตาย ไม่ตายหรอกครับ แต่ต้องไม่ใช้ชีวิตแบบสมบุกสมบันนะ ถ้าคุณต้องการมีชีวิตเพื่อเป็นแก้วตาขวัญใจในบ้าน

คุณถนอมชีวิตไว้ คุณจะสามารถอยู่ได้ ผมมั่นใจว่าผมจะอยู่นานเกิน 10 ปี สัก 10 ปี ลูกผมก็จบปริญญา
ถึงเวลานั้น เขาก็สามารถดูแลน้องของเขาต่อไปได้ ถ้าถึงเวลานั้น ผมก็ถือว่าหมดภาระแล้ว วางชีวิตลงได้
ถ้าคนอายุ 30 - 40 ปี ตาย อาจมีคนที่เดือดร้อน เช่นพ่อแม่ ลูกเมีย แต่คนที่อายุ 70-80 ปี ตาย มักไม่ค่อยมีใครเดือดร้อน เพราะเขาหมดหน้าที่ทางโลกนานแล้ว ลูกหลานอาจเสียใจบ้าง แต่ไม่มีใครเดือดร้อน

     ถ้าเราลดอายุลงมา เหลือสัก 40-50ปี ในช่วงที่มีชีวิต วางแนวชีวิตให้ครอบครัวเดิน เราก็ไม่ต้องมีห่วง อาจจะไม่เหมือนที่มีเราอยู่ แต่ก็ดีกว่าคนที่ตายเพราะอุบัติเหตุ เขาไม่มีโอกาส สั่งเสีย หรือวางแนวชีวิตอะไรทั้งนั้น
ผมจัดการเรื่องทางโลกให้ภรรยาหมดแล้ว เป็นเพียงที่ปรึกษาให้กับครอบครัวเท่านั้น ไม่มีหน้าที่สำคัญอะไร ผมเป็นเพียงธุลีแห่งจักรวาล ผมจากไป ก็เหมือนมดตัวหนึ่ง เล็ก ๆ ที่จากไป ไม่มีอะไรน่าห่วง
แต่ที่สำคัญ ผมศึกษาพบว่า เซลส์ผิวหนังมีอายุเพียง 1 เดือน ผิวหนังที่ผิดปกติ ก็ตายไป เซลส์ใหม่ก็งอกมาแทนที่ เซลส์ทุกเซลส์ที่ประกอบกันเป็นร่างกาย บางอย่างอายุ 1 วัน บางอย่าง 1 สัปดาห์ บางอย่าง 1 เดือน 2 เดือน แต่สูงสุดไม่เกิน 2 ปี ตอนที่เราเพิ่งเกิด หรือตอนเป็นเด็ก กับเราในเวลานี้ เป็นเซลส์คนละชุดกัน เรียกว่าเป็นคนละคนก็ว่าได้ ไม่เชื่อลองไปเอารูปตอนเด็ก กับตอนนี้มาดูซิ คนละคนกันแน่นอน ที่เรารู้ว่าเป็นตัวเรา เพราะจิตเท่านั้น จิตเป็นของเดิม ในที่สุดกายตายไป จิตก็เป็นของเดิมอยู่ดี ที่ต้องจุติใหม่
เข้าเรื่องต่อ เซลส์ ที่ติดเชื้อ หรือเรียกว่าไวรัส HIV ไม่มีขบวนการผลิตอาหารเป็นของตัวมัน
มันต้องอาศัยเซลส์ของเราในการเจริญเติบโต แล้วมันก็ Copy ตัวมัน จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ เป็นแปด เป็นสิบหก เป็นสามสิบสอง

      แต่ถ้าไม่มีการก๊อปปี้ มันจะมีวงจรชีวิตเพียงประมาณ 20- 24 สัปดาห์เท่านั้น เราคิดไปฆ่ามัน
ทำยาก เพราะมันฉลาด มันขนาดอาศัยตัวเราเป็นอาหาร เปลี่ยนระหัสในเซลส์ของเรา เป็นพวกมัน
อย่าไปคิดฆ่ามัน ทำให้มันไม่ก๊อปปี้ตัวเอง 6 - 8 เดือน จำนวนไวรัสควรคงที่ ห รือลดลง สัก 2 - 3 งวด ( งวดละ 4 - 6 เดือน ) ควรจะลดลงจนหมดไป หรือถ้าเหลือต่ำกว่า 50Copy เครื่องมือก็ตรวจไม่พบไวรัสแล้ว อย่างนี้ คุณก็อยู่ร่วมกับไวรัสได้อย่างสันติวิธี แม้ว่าจะมีมันอยู่ในกายเรา ก็ไม่เป็นปัญหากับเราต่อไป
แต่ ! ที่เป็นปัญหา เพราะเรามักจะประมาท
พอรู้สึกดีแล้ว ก็รับเชื้อเพิ่ม หรือแพร่เชื้อ ต้องระวังมาก ๆ ถ้าอยากอยู่นาน ๆ พอรับเชื้อเพิ่ม เราไม่อาจใช้วิธีเดิม ๆ ในการฟื้นฟูสุขภาพของเราแล้ว สุขภาพเราจะทรุดเร็วมาก และก็หมดทาง
เราจะทำอย่างไรในการยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัส ก๊อปปี้ตัวเอง ถ้ามี CD4 มากกว่า 200 หรือไม่แพ้ยา สตญ.ในขณะนี้ ถือเป็นความหวังที่น่าเชื่อถือ
ผมแพ้ยา ผมจึงไม่ได้ทานยา สตญ.ต่อ แต่ผมมั่นใจว่า เมื่อ CD 4 ผมถึง 200 ผมจะทานต่อครับ
ตรวจไวรัสโหลดแพง ผมแนะนำให้ตรวจ CD 4, CBC และอัตราส่วนของ CD4 ประมาณ พันกว่าบาท
ตรวจทุก 4 - 6 เดือน ( วงจรชีวิตของเลือดขาว 4 เดือน วงจรชีวิตของไวรัส HIV 6 - 8 เดือน ) ถ้าอยากตรวจไวรัสโหลด สักปีละครั้งคงพอ ช่วงที่ทานยาต้านไวรัส ( สตญ. หรือสมุนไพรอื่น ๆ ) CD 4 จะลดลง เพราะเลือดขาวที่ติดเชื้อจะถูกทำลาย เมื่อตรวจวัด จะรู้สึกว่าลดลง แต่ควรลดลงช่วงแรก หลังจากทายาสัก 2 - 3 เดือน จากนั้นเดือนที่ 6 ไปตรวจ ซีดี.4 น่าจะเพิ่มหรือไม่ลดลง
แต่จากการที่ศึกษา พบว่าคนที่ติดเชื้อมักจะขาด วิตามิน B1, B6, B12 กรดโฟลิค เอซิค และฯลฯ โดยเฉพาะ B12 ที่เกิดที่ลำไส้ มักจะขาดมาก เพราะระบบการย่อย และการดูดซึมของลำไส้ ลดการทำงานลง ( สังเกตุว่า คนที่ติดเชื้อมาก จะผอม เพราะเหตุนี้กระมัง ) ) คนที่เสียชีวิตพบว่า B12 เหลือน้อยเสียส่วนใหญ

      จึงมีคนคิดที่จะใช้วิตามิน และเกลือแร่ ให้กับคนไข้ที่ติดเชื้อ ซึ่งแนวความคิดนี้ ตรงกับแนวชีวจิต ในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ และการเพิ่ม IMMUNE ให้กับร่างกาย
เมื่อได้อาหารเสริม และไม่แพ้ สามารถทานอาหารเสริมได้ ถ้ามีซีดี. 4 เกิน 200 ผมว่าน่าจะทาน สตญ. แล้วก็เช็คผลเลือด มันไม่ได้ดีกับทุกคนหรอก แต่มันเป็นทางเลือกอีกทาง ที่เรามีไม่มากเท่าไร ถ้าคุณทานแล้วไม่แพ้ ก็ทานไปเรื่อย ๆ วงจรของมัน 6 - 8 เดือน คุณก็ตรวจเลือด ก็น่าจะรู้ว่าคุณถูกกับยาหรือเปล่า ไม่เห็นต้องไปเทียบกับคนอื่น เพราะแต่ละคนมี DNA RNA ไม่เหมือนกัน โครงสร้างของเชื้อไวรัส ก็ไม่เหมือนกัน บางคนใช้ก็ถูก บางคนก็อาจไม่ถูก
ต้องรักษาความสะอาดของเสื้อผ้า เครื่องนอน ควรซักบ่อย ๆ และใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช่น เดสตรอล ใส่ใน
น้ำสุดท้ายของการซักผ้า แช่ไว้นานกว่า 15 นาที เครื่องนอน ถ้าผมได้สักสองอาทิตย์ครั้ง หรือมากกว่านั้น เอาออกตากแดดบ่อย ๆ
อย่าให้ยุงกัด เพราะจะหายยาก ถ้าซีดี.4 คุณต่ำ
จงมีกำลังใจ และมีความหวังที่จะมีชีวิตอยู่
ทุกลมหายใจที่เข้า-ออก เรามีหวังเสมอ
จำไว้ว่า คนที่ตาย หาได้ตายเพราะโรค แต่ตายเพราะหมดกำลังใจ เพราะเครียด และเพราะกินไม่ได้
นอนไม่หลับต่างหาก ไหน ๆ ก็จะต้องตาย สู้ให้ถึงที่สุด สุด ๆ เลยนะ แล้วหาข้อมูล คุณอาจจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคนที่ติดเชื้ออีกนับสิบล้านคนทั่งโลกก็ได้
ถ้าคุณสู้คุณอายุยืนกว่าคนที่สู้ก่อนหน้าคุณ ซึ่งปัจจุบันคนที่ติดเชื้ออายุยืนกว่า 15 ปี เป็นคนไทย คุณขอข้อมูลจากเขา แล้วสู้ต่อ คุณอาจอายุยืน 25 ปี คุณก็ให้ข้อมูลต่อไป คนต่อไป อาจอายุยืน 35 ปี หรือสามารถเอาชนะโรคได้ในที่สุด
ไวรัสในโลกนี้มีเป็นพันเป็นหมื่นชนิด เราไม่สามารถฆ่าไวรัสได้เลย ( รู้สึกจะได้สักหนึ่งตัว คือไวรัส เริม เท่านั้น จากไวรัสนับพันนับหมื่นชนิด ) ไวรัสหวัดที่เราเป็น หมอก็ไม่ได้ฆ่าไวรัส แต่ใช้หลักทำให้ร่งกายแข็งแรง ร่างกายมีระบบอัตโนมัติที่จะจัดการมันได้อยู่แล้ว คุณอาจสงสัยว่า อย่างนั้นทำไมตอนติดเชื้อ ร่างกายไม่จัดการ ความจริงร่างกายจัดการนะ ด้วยการสร้าง Anti body ขึ้นมา ที่เราเรียกว่า ANTI HIV ที่เวลาเราไปตรวจ
เราไม่ได้ตรวจตัวเชื้อโดยตรง แต่เราตรวจ Antigen
ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อ HIV แต่สู้ไม่ไหว เพราะร่างกายคุณอ่อนแอ IMMUNE SYSTEM ในกายอ่อนแอ
สังเกตุหรือเปล่า ตอนที่คุณ ๆ ติดเชื้อ หรือหลังติดเชื้อ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายคุณอ่อนแอ คุณลองหาข้อมูล
ก็จะพบเช่นที่ผมว่า ผมติดเชื้อตอนที่งกทำงาน งกหาเงิน
ร่างกายอ่อนแอ แล้วก็ติดเชื้อ แต่โชคดีจัง หลังติดเชื้อแล้ว เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้น ถึงแม้จะมีชีวิตไม่ได้นาน แต่ชีวิตช่วงที่เหลือ เป็นช่วงที่มีคุณภาพทึ่สุด กับการที่มีชีวิตยืนยาว แต่ไม่มีคุณภาพชีวิต ผมว่าก็น่าภูมิใจนะ ที่มีคุณภาพชีวิต ทำประโยชน์ได้มากมาย

      หลังติดเชื้อ ผมปล่อยวางงาน และจิตใจ น้ำหนักเพิ่มจาก 45 กก. ปัจจุบัน เป็น 65 กก.
สบายใจได้ เพื่อนทุกข์ที่รัก สู้ต่อไป ความจริงมีข้อมูลมากกว่านี้ คนเชียร์ให้เขียนหนังสือออกมา เป็นกำลังใจให้คนติดเชื้อ ยังไม่รู้ว่าเขียนแล้วมีคนอ่านหรือเปล่า
จบก่อนนะ เพราะเมื่อยมือ
สิ่งที่อยากเรียนถามคุณหมอในเว็บนี้ ก็คือ ทำไมผมแพ้ยา ที่ผมสันณิฐานมาถูกไหม ควรแก้ไขอย่างไร เพราะผมมั่นใจใน สตญ. เนื่องจากเป็นสมุนไพรชนิดเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ ที่มีผลวิจัยเป็นเรื่องเป็นราว น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงการพูดปากต่อปาก แบบที่ไม่เคยได้ยินจากผู้ป่วยเลย เพียงคนที่ขายยาเท่านั้น บอกว่าดีมาก
ยาสมุนไพรในชณะนี้มีมากมาย แต่สตญ.เท่านั้นที่มีผลการศึกษาและวิจัย ผมอยากทราบว่าผมทานเช้า 2 เม็ด กับยาน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนอน 2 เม็ด ยาน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ ผมแพ้ยา ผมลดเหลือวันละ 1 ครั้ง ตอนเช้า ก็ยังแพ้ เลยใช้วันละ 1 ครั้งก่อนนอน วันเว้นวัน ไม่ทราบว่าปริมาณยาขนาดที่ผมกล่าว จะมีผลเพียงไร ขอคำแนะนำด้วย ผมไม่ได้ทานยากลุ่มอื่นในขณะนี้ นอกจากวิตามินรวม ซึ่งผมไม่แพ้ ขอคำแนะนำด้วยครับ หรือถ้าติดต่อที่บริษัท ติดต่อที่ไหนครับ แจ้งที่ E-MAIL ก็ได้ครับ
ขอขอบพระคุณมากครับ

 

ข้อเสนอแนะ: ข้อมูลและเนื้อหาตลอดจนสินค้าที่เกี่ยวข้องภายในนี้โปรดใช้วิจารณญานและระมัดระวังในการอ่านและเข้าใจ  ทางบริษัทฯ มุ่งหวังว่าข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในนี้จะก่อเกิดประโยชน์ต่อท่านที่สนใจทางนี้มากที่สุด ส่วนความเชื่อและการตัดสินใจในการซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นขึ้นกับวิจารณญานของท่าน เราไม่ได้มีจุดประสงค์ในการโฆษณาชวนเชื่อเพี่อขายสินค้าต่างๆ แต่ให้ท่านตัดสินใจด้วยตัวของท่านเอง   ทางบริษัทฯ เวิลด์เมดิก คอร์ปอเรชั่น อิงค์ จำกัด  เป็นเพียงสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เท่านั้น

 


 
 
© Copyright WorldMedic Corporation Inc. All Rights Reserved.1998-2006