สารบัญเอดส์ > การบังคับตรวจเอดส์

การบังคับตรวจเอดส์ ?

ในปัจจุบันยังมีการบังคับหรือกึ่งบังคับตรวจเอดส์กันในการสมัครงาน การตรวจเช็คร่างกายประจำปีของที่ทำงานต่างๆ การประ กันชีวิต การสมัครเรียน การไปต่างประเทศ การตรวจรักษาหรือการผ่าตัดตามโรงพยาบาลต่าง ๆ พูดถึงการบังคับตรวจเอดส์ในสถานประกอบการ ในแง่ของผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการ แน่นอนเขาย่อมอยากได้คนที่ดีที่สุดและมีสุขภาพแข็งแรงเข้าทำงานจะได้ทำงานให้เขาได้เต็มที่ ลดความสูญเปล่าในการฝึกอบรมหรือพัฒนาบุคลากรอีกทั้งยังไม่ต้องเป็นภาระในการรักษาพยาบาลเมื่อผู้นั้นเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา แต่ผู้ติด เชื้อหลายคนร้องขอว่าจะตรวจเอดส์ตอนสมัครงานก็ได้ แต่ขอทำงานแม้จะตรวจพบโดยจะขอเซ็นสัญญาว่าหากป่วยขึ้นมาจะไม่ขอรบกวนค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทและถ้าป่วยจนทำงานไม่ไหวก็จะขอลาออก โดยที่บริษัทไม่ต้องจ่ายเงินสวัสดิการเป็นก้อนให้เขา ขอเพียงแต่ให้เขา ได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาได้ทำงานในช่วงที่สุขภาพยังแข็งแรงอยู่ก็พอใจแล้ว แสดงให้เห็นถึงจิตใจอันมุ่งมั่นของเขาเหล่านั้นที่ไม่ต้องการเอาเปรียบสังคม เพียงขอให้สังคมเข้าใจและให้โอกาสเขาก็พอแล้ว
รัฐมีนโยบายเด่นชัดห้ามไม่ให้หน่วยราชการหรือบริษัทห้างร้านตรวจเลือดเอดส์ผู้มาสมัครงานหรือไล่คนที่ติดเชื้อเอดส์ออกจาก งาน แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีหน่วยงานของราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนตรวจเอดส์ผู้มาสมัครงานและตรวจเอดส์ในพนักงานของตัวเองอยู่ ไม่มีกฎหมายอะไรที่จะมาบังคับให้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐได้ จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ?
บริษัทเอกชนมักจะโยนภาระนี้ให้กับรัฐ ยังไม่เคยมีใครจัดเวทีให้มีการจับเข่าคุยกันระหว่างผู้บริหารของประเทศกับผู้บริหารของบริษัทเอกชนรายใหญ่ๆ ในประเทศไทยว่าปัญหาดังกล่าวจะร่วมแก้ไขกันอย่างไร ถ้าทุกคนทุกแห่งตรวจเอดส์กันหมด ตรวจพบก็ให้ออกจากงานจะมีคนที่ต้องตกงาน 1 ล้านคน คนที่จะต้องลำบากซึ่งรวมถึงภรรยาเขา ลูกเขา พ่อแม่เขา รวมกันแล้วคงหลายล้านคนมีรัฐบาลไหนสามารถหางานให้คนเกือบล้านคนทำได้พร้อม ๆ กันหรือไม่ ? ถ้าไม่ได้ ถ้าคนเหล่านี้เกิดออกมาขอทานกลางถนน หรือเกิดอดตายขึ้นมาริมถนน หรือเกิดเป็นโจรปล้นขึ้นมา รัฐบาลอยู่ได้หรือไม่ ? ถ้ารัฐบาลอยู่ไม่ได้ เอกชนอยู่ได้หรือไม่ ? ถ้าอยู่ไม่ได้ควรที่เอกชนจะช่วยรัฐแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ?
ถ้าวิเคราะห์หรือคุยกันด้วยเหตุและผลแล้ว เชื่อว่าส่วนใหญ่จะเข้าใจ และยอมรับว่าภาระของผู้ติดเชื้อเอดส์เป็นภาระที่ทุกฝ่ายจะ ต้องร่วมกันแก้ ไม่สามารถผลักภาระให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียวได้ ดังนั้น เอกชนก็ต้องรับภาระผู้ติดเชื้อเอดส์ส่วนหนึ่งไปทำงาน อาจต้องเฉลี่ยกันไปตามสัดส่วนของพนักงานเช่น อาจต้องกำหนดว่าร้อยละ 2 ของพนักงานจะต้องเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์ และสุดท้ายไหนๆ จะต้องรับผู้ติดเชื้อเอดส์เข้าทำงานแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องไปตรวจผู้มาสมัครงานใหม่หรือพนักงานเก่าก็จะหมดไป เอาค่าใช้จ่ายส่วนนั้นมาให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์แก่พนักงาน เพื่อไม่ให้พนักงานติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้น จะเกิดประโยชน์ต่อบริษัทในระยะยาวมากกว่า
แนวคิดดังกล่าวยังไม่เคยมีใครเอามาทำกันอย่างจริงจัง ถ้าจะให้เกิดผลต้องทำกันทั้งประเทศตั้งแต่รัฐและบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ลง ไปจนถึงบริษัทเล็กๆ ให้เกิดเป็นความรู้สึกร่วมกันว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ ไม่ใช่บริษัทใดจะทำตามนโยบายของรัฐได้ก็ทำไปถ้าทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ต่อไปถ้ามีบริษัทใดจะทำตามนโยบายของรัฐได้ก็ทำไป ถ้าทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ต่อไปถ้ามีบริษัทใดไม่ทำตาม สัญญาประชาคมดังกล่าว ก็ต้องจัดการให้มีการลงฑัณฑ์โดยประชาคม(Social punishment) โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับใช้ จะมีผู้นำของประเทศคนใดที่มีความกล้าหาญ หรือมีเวลามากพอที่จะมาจัดการปัญหานี้อย่างจริงจังหรือไม่ ? หรือยังคิดว่าเป็นปัญหาเล็ก และมี ปัญหาเร่งด่วนอื่นที่สำคัญกว่า ?

 

 

 

 

 


 

 
© Copyright WorldMedic Corporation Inc. All Rights Reserved.1999-2003